แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อทองคำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อทองคำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เหรียญสมเด็จพระสุริโยทัย หลังพระนามาภิไธย สก เนื้อทองคำ สร้างปี พ.ศ. 2538









     เหรียญสมเด็จพระสุริโยทัย หลังหลังพระนามาภิไธย สก เนื้อทองคำ สร้างปี พ.ศ.2538 สมเด็จพระราชินี โปรดเกล้าให้สร้างขึ้น

     ขนาด 3 ซ.ม. น้ำหนัก 18 กรัม กองกษาปณ์กรมธนารักษ์ จัดสร้าง โดยนำเงินรายได้สมทบทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณทุ่งภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ต่อเนื่องกับทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

     สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ต้องพระราชประสงค์ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ดำเนินการจัดสร้าง เหรียญที่ระลึกสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและเหรียญที่ระลึกสมเด็จพระศรีสุริโยทัย รวม 4 ชนิด คือ เนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปได้เช่าสักการะบูชา โดยนำเงินรายได้สมทบทุนก่อสร้างและบำรุงรักษาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช บริเวณทุ่งภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ต่อเนื่องกับทุ่งมะขามหย่อง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้ก่อสร้างพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย

     ประวัติสมเด็จพระศรีสุริโยทัย

     สมเด็จพระศรีสุริโยทัย หรือ พระสุริโยทัย วีรสตรีไทยสมัยอยุธยา เป็นอัครมเหสีใน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิหรือพระเฑียรราชา พระมหากษัตริย์องค์ที่ ๑๕ ของกรุงศรีอยุธยาราชวงศ์สุพรรณภูมิ พระสุริโยทัย ตามพงศาวดารหลวงประเสริฐฯ กล่าวเพียงแค่เป็นอัครมเหสีผู้เสียสละพระชนม์ชีพเพื่อปกป้องพระราชสวามี ในสงครามพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ ในปี พ.ศ. ๒๐๙๑ พงศาวดารบางฉบับ กล่าวว่า พระสุริโยทัย เป็นเจ้านายเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย

     เมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๑ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และพระมหาอุปราชาบุเรงนองยกกองทัพพม่ารามัญเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก โดยผ่านมาทางด้านด่านพระเจดีย์สามองค์ จังหวัดกาญจนบุรีและตั้งค่ายล้อมพระนคร การศึกครั้งนั้นเป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของ สมเด็จพระศรีสุริโยไท ซึ่งไสช้างพระที่นั่งเข้าขวางพระเจ้าแปรด้วยเกรงว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระราชสวามี จะเป็นอันตราย จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสาขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง เพื่อปกป้องพระราชสวามีไว้ เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีจุลศักราช ๙๑๐ ตรงกับวันเดือนปีทางสุริยคติ คือ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๐๙๒ เมื่อสงครามยุติลง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ทรงปลงพระศพของพระนางและสถาปนาสถานที่ปลงพระศพขึ้นเป็นวัด ขนานนามว่า วัดสบสวรรค์ หรือวัดสวนหลวงสบสวรรค์ (ข้อมูลบางส่วนจาก http://th.wikipedia.org)





ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก  http://thaigoldcoin.com

เหรียญที่ระลึก 3 พระองค์ 89 พรรษาสมเด็จย่า ปี2532 เนื้อทองคำ สองสลึง ทรงกลม พิมพ์เล็ก





     เหรียญที่ระลึก 3 พระองค์ 89 พรรษาสมเด็จย่า ปี2532 สร้างตึกผ่าตัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น เนื้อทองคำ พิมพ์เล็ก นน.รวมกรอบพลาสติก 9.4 กรัม

     เหรียญนี้เป็นทรงกลม ไม่ใช่รูปไข่ หายากมาก

     เหรียญที่ระลึกเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเริญพระชนมายุ 89 พรรษา ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2532  เหรียญเป็นพระบรมรูป รัชกาลที่ 8  สมเด็จย่าและรัชกาลที่ 9 พระพักตร์ตรง





ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com



เหรียญอนุสรณ์มหาราช พิมพ์เสมา 3 รอบในหลวง เนื้อทองคำ ปี 2506






     รูปแบบเหรียญเสมา ขอบเรียบ ด้านบนมีห่วง ตรงกลางเหรียญเป็นพระบรมรูปครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์เบื้องซ้าย ทรงเครื่องทหารมหาดเล็กเต็มยศ ใต้พระบรมรูปเป็นพระปรมาภิไธย "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ริมขอบด้านซ้ายมีอักษรภาษาอังกฤษ Royal Mint

     ด้านหลัง ตรงกลางเป็นตราพระบรมราชจักรีวงศ์ เบื้องบนมีข้อความ "อนุสรณ์มหาราช" เบื้องล่างโค้งตามตราพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นข้อความว่า "เฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๖"

     เหรียญอนุสรณ์มหาราช เป็นเหรียญที่ระลึกในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 3 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมปี2506 ผ่านพิธีการปลุกเสกอย่างยิ่งใหญ่ ณ อุโบสถวัดราชบพิธ ถึง 2 วาระด้วยกัน

     ครั้งแรกวันที่ 29-30 พ.ย.2506

     รายนามพระคณาจารย์ที่ได้รับอาราธนามานั่งปรกบริกรรม วันที่ 29-30พฤศจิกายน 2506ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ

     (พิธีครั้งที่ 1)
          1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา
          2. หลวงพ่อพระครูโพธิสารประสาธน์ วัดโพธิสัมพันธ์ บางละมุง ชลบุรี
          3. หลวงพ่อพระวรพจรน์ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี
          4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน แม่ทะ ลำปาง
          5. หลวงพ่อพระราชหระสิทธิคุณ วัดราชธานี สุโขทัย
          6. หลวงพ่อเงิน (พระราชธรรมาภรณ์ )วัดดอนยายหอม นครปฐม
          7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม นครปฐม
          8. พ่อท่านคล้าย วัดสวนขวัญ ฉวาง นครศรีธรรมราช
          9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างไห้ ปัตตานี

     พิธีครั้งที่ 2. วันที่ 5-6-7 เมษายน 2507
     รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสก วันที่ 5 เมษายน 2507
          1. พระสุเมธมุนี เจ้าคณะวัดบางหลวง ปทุมธานี
          2. พระสุนทรศีลสมาจาร (หลวงพ่อผล) วัดหนัง ธนบุรี
          3. พระครูปลัดบุญรอด วัดประดู่พัฒนาราม นครศรีธรรมราช
          4. หลวงพ่อทบ วัดสว่างอรุณ ชนแดน เพชรบูรณ์
          5. พระครูนนทกิจวิมล ( หลวงพ่อชื่น) วัดตำหนักเหนือ นนทบุรี
          6. หลวงพ่อบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
          7. พระครูพุทธมนต์วราจารย์ (พระปลัดสุพจน์) วัดสุทัศน์ พระนคร
          8. พระครูบวรธรรมกิจ (หลวงปู่เทียน) วัดโบสถ์เชียงราก ปทุมธานี
          9. หลวงพ่อหอม วัดขากหมาก ระยอง

     รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสก วันที่ 6 เมษายน 2507
           1. พระครูพิทักษ์วิการกิจ (หลวงพ่อสา) วัดราชนัดดา พระนคร
           2. พระครูสถาพรพุทธมนต์(หลวงพ่อสำเนียง) วัดเวฬุวนาราม บางเลน นครปฐม
           3. พระครูธรรมิตรนุรักษ์ วัดเขาหลัก ท่าศาลา นครศรีธรรมราช
           4. พระครูรักขิตวันมุนี (หลวงพ่อถีร์) วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
           5. พระเทพสังวรวิมล (หลวงพ่อเจียง) วัดเจริญสุขาราม สมุทรสงคราม
           6. หลวงพ่อสำเภา วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ ธนบุรี
           7. พระครูบาวัง วัดบ้านเด่น จ.ตาก
           8. พระมุจรินทร์โมลี (หลวงปู่ดำ) วัดมุจรินทร์ หนองจิก ปัตตานี

     รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสก วันที่ 7 เมษายน 2507
           1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก บางไทร อยุธยา
           2. พระครูโพธิสารประสาธน์ (อาจารย์บุญมี) วัดโพธิสัมพันธ์ ชลบุรี
           3. พระวราพจน์ปัญญาจารย์ (หลวงพ่อวัดป่า) วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี
           4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน แม่ทะ ลำปาง
           5. พระราชประสิทธิคุณ (หลวงพ่อทิม) วัดราชธานี สุโขทัย
           6. พระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน) วัดดอนยายหอม นครปฐม
           7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม นครปฐม
           8. พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อเมี้ยน) วัดพระเชตุพน พระนคร
           9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างให้ โคกโพธิ์ ปัตตานี

     การเริ่มพิธีนั้น พระเจริญคาถาภารวาณจะ ตั้งแต่เวลา 15.00น.ของแต่ละวัน พระคณาจารย์ทุกรูปจะผลัดเปลี่ยนกันนั่งปรกบริกรรมกันตลอดเวลา จนตลอดรุ่งของทุกวัน จนถึงเช้าตรู่วันที่ 8เมษายน 2507เวลา 6.00น. พระอาจารย์ที่นั่งปรกวันที่สามทั้งหมดทุกรูปประชุมพร้อมกันปลุกเสกเงียบเป็น เวลา 30นาที พอครบเวลาตามที่กำหนด เจ้าหน้าที่ลั่นฆ้องชัย พราหมณ์ เป่าสังข์แกว่งบัณเฑาะว์ ปี่พาทย์ทำเพลง 3ลา พระคณาจารย์ทุกรูปประพรมน้ำพุทธมนต์เหรียญเสมาทั้งหมดที่เข้าพิธีเสร็จแล้ว เจิม พระพิธีธรรมเจริญคาถาดับเทียนชัย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ดับเทียนชัย พราหมณ์เริ่มพิธีเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชเป็นเสร็จการพิธี

     จัดสร้างโดย กระทรวงมหาดไทย เพื่อหาเงินทุนจัดตั้ง "มูลนิธิมหาราช" และได้ประกอบพิธีรัชมังคลาภิเษก ณ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม พ.ศ. 2506

     ข้อมูลเหรียญ
     เหรียญเสมาทองคำ 3 รอบมหาราชซึ่งผลิตขึ้นในปี พ.ศ. 2506 เป็นเหรียญที่ผลิตขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 36 พรรษา หรือ 3 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2506 โดยเหรียญนี้ผลิตโดยเนื้อทองคำ รูปทรงเหรียญเป็นรูปเสมา หรือที่คุ้นหูกันชื่อเหรียญอาร์ม มีด้วยกัน 3 บล๊อค คือ 1.บล๊อคแว่นแตก (เป็นบล๊อคที่หายาก) 2.บล๊อค ช. 2 เส้น และอีกบล๊อคก็จะเป็นบล๊อคปกติทั่วไป น้ำหนักเหรียญจะอยู่ที่ 16-17 กรัม คาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดราชบพิธ

     ราคาจองซื้อสมัยนั้น
          1. ผู้สมทบทุน  1  บาท       ได้รับเสมาเนื้ออัลปาก้า  1 เสมา
          2. ผู้สมทบทุน  5  บาท       ได้รับเสมาเนื้อเงิน  1  เสมา
          3. ผู้สมทบทุน  1,000 บาท  ได้รับเสมาทองคำ  1  เสมา
          4. ผู้สมทบทุนถึง 10,000 บาท  นอกจากจะได้รับเสมาทองคำ 10 เสมาแล้ว มูลนิธิฯ จะได้ทำการจารึกชื่อผู้บริจาคไว้ ณ สถานอุปการะเยาวชนของมูลนิธิมหาราช

     วิธีสังเกตุเหรียญ
     ด้านหน้า
          1. รูเข้าห่วงด้านหน้าจะอยู่ เยื้องๆ กับด้านหลัง
          2. ผิวเหรียญ ดูจะเป็นเนื้อทองเก่า จะออกเป็นเสี้ยนๆ เล็กๆ
          3. สระ อู กับ อุ ตรงคำว่า "ภูมิ กับคำว่า ดุล" จะชิดกับขอบด้านล่าง
          4. สังเกตุ "ร" ให้ดีๆ หาง "ร" มันจะยกสูงกว่าหัว "ม"
          5. มีคำว่า ROYAL MINT อยู่

     ด้านหลัง
          1. รูเข้าห่วงหลังเมื่อกลับเหรียญแล้วจะ เยื้องกับด้านหน้า
          2. "ม" จะดูห่างออกมากลุ่มตัวอักษร
          3. ให้สังเกตุวงกลมเล็กๆ จะอยู่ในตำแหน่งที่เยื้องกัน จะไม่ตรงกัน
          4. สระ อะ จะใหญ่ เล็ก ไม่เท่ากัน




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.thaicoin.net ขอขอบคุณเป็นอย่างสูง
และ http://thaigoldcoin.com


เหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี ราชาภิเษกสมรส ครบชุด เนื้อทองคำ เงิน และทองแดง ปี2543

     เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดเหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี ราชาภิเษกสมรสและเหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี บรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นเหรียญที่ระลึกที่ขึ้นในปี พ.ศ. 2543 อันเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และราชาภิเษกสมรสเหรียญที่ระลึกครบ 50ปี ราชาภิเษกสมรส และเหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี บรมราชาภิเษก เป็นเหรียญที่สร้างน้อยและหายากมากในปัจจุบัน ผู้ที่ชื่นชอบและนักสะสมไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ

     ลักษณะของเหรียญ เหรียญชนิดที่ 1 - 4 เป็นเหรียญกลมวงขอบนอกเรียบลวดลาย
     ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ พระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เบื้องหลังมีรูปพระบรมมหาราชวัง เบื้องบนระหว่างสองพระองค์ มีเครื่องหมายสัญลักษณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ อยู่ภายใต้นพปฎลเศวตฉัตร






     ด้านหลัง กลางเหรียญมีอักษรพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" และอักษรพระนามาภิไธย "สก" เบื้องบนมีอุณาโลมเป็นเลขเก้าอยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องล่างมีรูปดอกพุดตาน ภายในวงขอบเหรียญด้านขวามีข้อความว่า "ราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี" ด้านซ้ายมีข้อความว่า "28 เมษายน 2543" และวงรอบเหรียญมีลายกลีบดอกรัก จำนวนห้าสิบกลีบ

     เหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี ราชาภิเษกสมรส ผลิต 4 ชนิด บรรจุพร้อมกล่องและใบรับรอง คือ

     1. เหรียญที่ระลึกทองคำพ่นทรายพิเศษ
          ส่วนผสม ทองคำร้อยละ 90
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 26 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 15 กรัม

     2. เหรียญที่ระลึกเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ
          ส่วนผสม เงินร้อยละ 92.5
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 15 กรัม

     3. เหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 13 กรัม

     4. เหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 150 กรัม




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com

เหรียญพระชัยหลังช้าง สก. ปี 2535 เนื้อทองคำ








     จัดสร้างเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 มหาเถระสมาคม จัดสร้างถวายเพื่อพระราชทานแก่มูลนิธิศิลปาชีพ พิธีมหาชัยมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

    "พระชัยหลังช้าง" ก่อนจะได้เรียกดังนี้ พระนามเดิมคือ "พระชัย" หรือ "พระไชย" ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4ได้ออกพระนามเพิ่มว่า "พระไชยวัฒน์" ก่อนเปลี่ยนพระนามเป็น "พระชัยวัฒน์" ในสมัยรัชกาลที่ 7พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงมีพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลทุกพระองค์ มีเพียงรัชกาลที่ 8ที่ไม่มี ปัจจุบัน พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลทุกพระองค์ ประดิษฐาน ณ หอพระสุราลัยพิมาน พระบรมมหาราชวัง พระชัยเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะพิเศษคือเป็นแบบนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในลักษณะถือด้ามพัด เป็นพระพุทธรูปขนาดย่อมหรือค่อนข้างเล็ก เพื่อสะดวกเคลื่อนย้ายไปในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพระราชสงคราม ถ้าเป็นทางสถลมารคจะเชิญขึ้นช้างนำหน้าช้างพระที่นั่ง จึงเรียกว่า "พระชัยหลังช้าง" ทางชลมารคก็เชิญลงเรือพระที่นั่งหน้าเรือพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน สันนิษฐานว่าการหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลเป็นราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องยาวนาน คือเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับบรมราชาภิเษก ที่ปรากฏในพงศาวดารรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร มีการเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ไปในงานพระราชสงครามด้วย บ่งชี้ว่ามีพระชัยมาตั้งแต่รัชกาลนั้นแล้ว คณะสงฆ์จัดสร้างเหรียญพระชัยหลังช้าง เพื่อเทิดพระบุญญาธิการสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ หน้าเหรียญเป็นรูปพระชัยหลังช้าง ด้านหลังเป็นตราพระปรมาภิไธย่อ ส.ก. เหรียญเป็นเหรียญพระชัยหลังช้าง หลังพระปรมาภิไธยย่อ สก.ออกที่วัดบวรฯ ออกเมื่อปี 12สิงหาคม 2535คณะสงฆ์สร้างถวายในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5รอบ เป็นพระพิธีใหญ่เข้าพิธีปลุกเสกซ้ำหลายวาระด้วยกัน สามารถใช้บูชาติดตัวได้อย่างอุ่นใจครับ เหรียญมีขนาด 2.2 X 3.7 c.m.ให้ใช้คำอธิษฐาน ว่า “ร. 1ไม่เคยแพ้ใครฉันใด ขอเราจงเป็นผู้ชนะ แบบ ร. 1และขอได้โปรดคุ้มครองข้าพเจ้า จะเดินทางไป ณ ที่ใด ขอให้รอดตลอด ปลอดภัย ทั้งไป และกลับ .... โชคดี มีชัย คล่องตัว ตลอดเวลา. "พระชัยหลังช้าง สก." องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง ท่านก็มีส่วนร่วม ครับ.... "

     เหรียญพระชัยหลังช้าง" เหรียญดังพิธีดีอีกเหรียญหนึ่งที่หยิบยกมากล่าวถึง เป็นเหรียญที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แห่งวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ในนามคณะสงฆ์ได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้น สืบเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5รอบ 60พรรษา ในปี พ.ศ.2530เป็นเหรียญปั๊มด้านหน้าเป็นรูปพระชัยวัฒน์ที่เรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร." มีอักษรปรากฏบนเหรียญว่า "5ธันวาคม 2530" และ "คณะสงฆ์สร้างในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5รอบ" "เหรียญพระชัยหลังช้าง" เป็นเหรียญดีเพราะพิธีการจัดสร้างเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเจตนาการจัดสร้างเพื่อนำรายได้จากการบริจาคบูชานั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 5ธันวาคม พ.ศ.2530ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระเกจิอาจารย์ดังปลุกเสกมากมาย ประการสำคัญยิ่ง เหรียญพระชัยหลังช้าง มีสมเด็จพระสังฆราชถึง 2พระองค์ ปลุกเสก นั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช (วาส) วัดราชบพิธฯ และสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ.2532และ"เหรียญพระชัยหลังช้าง"มีสมเด็จพระราชาคณะที่ร่วมปลุกเสกอีก คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เมื่อครั้งยังเป็นที่พระพรหมคุณาภรณ์ แล้วยังมีพระเกจิอาจารย์ดังแห่งยุคนั้น อาทิ หลวงพ่อแพ แห่งวัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง หลวงพ่อชื้น วัดญาณเสน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระครูสันติวรญาณ (สิม) วัดถ้ำผาปล่อง พระอุดมสังวรเถร (อุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี พระครูฐาปนกิจสุนทร (เปิ่น) วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม หลวงปู่ม่น วัดเนินตาหมาก จังหวัดชลบุรี พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม) วัดดอนยายหอม พระครูปริมานุรักษ์ (พูล) วัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม

     ที่สำคัญ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ท่านเคยกล่าวไว้กับลูกศิษย์ของท่านว่า เหรียญพระชัยหลังช้างนี้เป็นเหรียญที่มีพุทธานุภาพดีมากๆ กล่าวสำหรับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลปัจจุบันนี้ มีความเป็นมาสืบเนื่องจากราชประเพณีหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล เริ่มเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงคราม ซึ่งเรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" นั้น ได้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพราะเป็นพระพุทธรูปคู่บารมีมาด้วยกัน จึงขาดพระพุทธปฏิมาสำหรับถวายสักการะ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ขึ้นแทน ถวายพระนามว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ในรัชกาลต่อมา เมื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ถือเป็นราชประเพณีที่จะต้องหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์สืบมาทุกรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5พฤษภาคม พ.ศ.2493ยังไม่ได้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ในการพระราชพิธีจึงต้องเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ของรัชกาลที่ 5ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช เป็นพระพุทธรูปประธานในงานพระราชพิธี ครั้น พ.ศ.2495เสด็จพระราชดำเนินกลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาประทับพระนคร พ.ศ.2506จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลตามราชประเพณี และโปรดเกล้าฯ ให้ นายพิมาน มูลประมุข เป็นช่างปั้นหุ่นพระพุทธรูป พระเครื่องและเหรียญที่ระลึกที่มีพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" ประดิษฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลัง ถือว่าเป็นสิ่งมงคลที่น่าเก็บสะสมบูชาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหรียญพระพุทธรูปของ วัดต่างๆ ที่มีตรา ภปร.ประดิษฐานอยู่ด้านหลังนั้นมีอยู่จำนวนมากเช่นกัน หลายๆ รุ่นมีพิธีการสร้างที่เข้มขลัง และมีพุทธศิลป์ที่งดงามอย่างยิ่ง ดั่งเช่นเหรียญพระพุทธ หรือเหรียญพุทธคุณ พระปรมาภิไธยย่อ ภปร.ที่เรียกขานกันว่า "เหรียญพระชัยหลังช้าง" สร้างโดยคณะสงฆ์ทั้ง 2นิกายในปีมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ 5รอบ 60พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5ธ.ค.2530 "เหรียญพระชัยหลังช้าง" มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อกะไหล่ทอง

      มูลเหตุที่นำรูป พระชัยหลังช้างมาจัดสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติล้นเกล้าทั้งสอง พระองค์ ด้วยเห็นว่าพระชัย (หลังช้าง) เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง คู่บุญญาบารมีของปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ควรที่ประชาชนจะมีไว้สักการบูชา เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในพระองค์ ดังเช่น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ ได้ลิขิตไว้ว่า"เหรียญพระชัยหลังช้าง" "หากอยู่กับบ้านก็คุ้มบ้าน หากอยู่กับตัวก็คุ้มตัว" และเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดดังกล่าว ท่านจึงได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "ปรากฏการณ์อันน่าพิศวงเกี่ยวด้วยเหรียญพระชัย (หลังช้าง)" ขึ้น โดยรวบรวมเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับประสบการณ์จากเหรียญนี้มากมายหลายท่าน เหรียญพระชัยหลังช้าง เหรียญพระชัยหลังช้าง ความเป็นมาของ "พระชัยวัฒน์" เดิมมีพระนามว่า "พระชัย" หรือ "พระไชย" ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ออกพระนามเพิ่มว่า "พระไชยวัฒน์" และได้เปลี่ยนพระนามมาเป็น "พระชัยวัฒน์" ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลปัจจุบัน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร มีฉัตรปรุ 5ชั้นปักกั้น หน้าตักกว้าง 7นิ้ว สูงจากทับเกษตรถึงยอดพระรัศมี 9นิ้ว มีพัดแฉกหล่อด้วยเงินปักข้างหน้า ที่ฐานมีคำจารึก ซึ่งเป็นต้นแบบในการนำมาสร้าง เหรียญพระชัยหลังช้าง




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com