วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เหรียญที่ระลึก 3 พระองค์ 89 พรรษาสมเด็จย่า ปี2532 เนื้อทองคำ สองสลึง ทรงกลม พิมพ์เล็ก





     เหรียญที่ระลึก 3 พระองค์ 89 พรรษาสมเด็จย่า ปี2532 สร้างตึกผ่าตัดโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น เนื้อทองคำ พิมพ์เล็ก นน.รวมกรอบพลาสติก 9.4 กรัม

     เหรียญนี้เป็นทรงกลม ไม่ใช่รูปไข่ หายากมาก

     เหรียญที่ระลึกเนื่องในวโรกาสสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเริญพระชนมายุ 89 พรรษา ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2532  เหรียญเป็นพระบรมรูป รัชกาลที่ 8  สมเด็จย่าและรัชกาลที่ 9 พระพักตร์ตรง





ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com



เหรียญที่ระลึก 6 รอบในหลวง มูลนิธิวชิรเวชวิทยาลัย พ.ศ.2542 เนื้อบรอนซ์ชุบเงิน หลังฮาโลแกรม 3 มิติ





      เหรียญที่ระลึก 6รอบในหลวง มูลนิธิวชิรเวชวิทยาลัย พ.ศ.2542 เนื้อบรอนซ์ชุบเงิน หลังฮาโลแกรม 3 มิติ สวยมาก เหรียญดีพิธีใหญ่ คณาจารย์คณะสงฆ์ทั่วประเทศอธิฐานจิต





ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com




เหรียญอนุสรณ์มหาราช พิมพ์เสมา 3 รอบในหลวง เนื้อทองคำ ปี 2506






     รูปแบบเหรียญเสมา ขอบเรียบ ด้านบนมีห่วง ตรงกลางเหรียญเป็นพระบรมรูปครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์เบื้องซ้าย ทรงเครื่องทหารมหาดเล็กเต็มยศ ใต้พระบรมรูปเป็นพระปรมาภิไธย "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" ริมขอบด้านซ้ายมีอักษรภาษาอังกฤษ Royal Mint

     ด้านหลัง ตรงกลางเป็นตราพระบรมราชจักรีวงศ์ เบื้องบนมีข้อความ "อนุสรณ์มหาราช" เบื้องล่างโค้งตามตราพระบรมราชจักรีวงศ์ เป็นข้อความว่า "เฉลิมพระชนมพรรษาครบ ๓ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๖"

     เหรียญอนุสรณ์มหาราช เป็นเหรียญที่ระลึกในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุครบ 3 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคมปี2506 ผ่านพิธีการปลุกเสกอย่างยิ่งใหญ่ ณ อุโบสถวัดราชบพิธ ถึง 2 วาระด้วยกัน

     ครั้งแรกวันที่ 29-30 พ.ย.2506

     รายนามพระคณาจารย์ที่ได้รับอาราธนามานั่งปรกบริกรรม วันที่ 29-30พฤศจิกายน 2506ณ พระอุโบสถวัดราชบพิธ

     (พิธีครั้งที่ 1)
          1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก อยุธยา
          2. หลวงพ่อพระครูโพธิสารประสาธน์ วัดโพธิสัมพันธ์ บางละมุง ชลบุรี
          3. หลวงพ่อพระวรพจรน์ปัญญาจารย์ วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี
          4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน แม่ทะ ลำปาง
          5. หลวงพ่อพระราชหระสิทธิคุณ วัดราชธานี สุโขทัย
          6. หลวงพ่อเงิน (พระราชธรรมาภรณ์ )วัดดอนยายหอม นครปฐม
          7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม นครปฐม
          8. พ่อท่านคล้าย วัดสวนขวัญ ฉวาง นครศรีธรรมราช
          9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างไห้ ปัตตานี

     พิธีครั้งที่ 2. วันที่ 5-6-7 เมษายน 2507
     รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสก วันที่ 5 เมษายน 2507
          1. พระสุเมธมุนี เจ้าคณะวัดบางหลวง ปทุมธานี
          2. พระสุนทรศีลสมาจาร (หลวงพ่อผล) วัดหนัง ธนบุรี
          3. พระครูปลัดบุญรอด วัดประดู่พัฒนาราม นครศรีธรรมราช
          4. หลวงพ่อทบ วัดสว่างอรุณ ชนแดน เพชรบูรณ์
          5. พระครูนนทกิจวิมล ( หลวงพ่อชื่น) วัดตำหนักเหนือ นนทบุรี
          6. หลวงพ่อบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
          7. พระครูพุทธมนต์วราจารย์ (พระปลัดสุพจน์) วัดสุทัศน์ พระนคร
          8. พระครูบวรธรรมกิจ (หลวงปู่เทียน) วัดโบสถ์เชียงราก ปทุมธานี
          9. หลวงพ่อหอม วัดขากหมาก ระยอง

     รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสก วันที่ 6 เมษายน 2507
           1. พระครูพิทักษ์วิการกิจ (หลวงพ่อสา) วัดราชนัดดา พระนคร
           2. พระครูสถาพรพุทธมนต์(หลวงพ่อสำเนียง) วัดเวฬุวนาราม บางเลน นครปฐม
           3. พระครูธรรมิตรนุรักษ์ วัดเขาหลัก ท่าศาลา นครศรีธรรมราช
           4. พระครูรักขิตวันมุนี (หลวงพ่อถีร์) วัดป่าเลไลย์ สุพรรณบุรี
           5. พระเทพสังวรวิมล (หลวงพ่อเจียง) วัดเจริญสุขาราม สมุทรสงคราม
           6. หลวงพ่อสำเภา วัดหงส์รัตนาราม บางกอกใหญ่ ธนบุรี
           7. พระครูบาวัง วัดบ้านเด่น จ.ตาก
           8. พระมุจรินทร์โมลี (หลวงปู่ดำ) วัดมุจรินทร์ หนองจิก ปัตตานี

     รายนามพระคณาจารย์ที่ปลุกเสก วันที่ 7 เมษายน 2507
           1. หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก บางไทร อยุธยา
           2. พระครูโพธิสารประสาธน์ (อาจารย์บุญมี) วัดโพธิสัมพันธ์ ชลบุรี
           3. พระวราพจน์ปัญญาจารย์ (หลวงพ่อวัดป่า) วัดอรัญญิกาวาส ชลบุรี
           4. หลวงพ่อเมือง วัดท่าแหน แม่ทะ ลำปาง
           5. พระราชประสิทธิคุณ (หลวงพ่อทิม) วัดราชธานี สุโขทัย
           6. พระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน) วัดดอนยายหอม นครปฐม
           7. หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม นครปฐม
           8. พระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อเมี้ยน) วัดพระเชตุพน พระนคร
           9. พระครูวิสัยโสภณ (อาจารย์ทิม) วัดช้างให้ โคกโพธิ์ ปัตตานี

     การเริ่มพิธีนั้น พระเจริญคาถาภารวาณจะ ตั้งแต่เวลา 15.00น.ของแต่ละวัน พระคณาจารย์ทุกรูปจะผลัดเปลี่ยนกันนั่งปรกบริกรรมกันตลอดเวลา จนตลอดรุ่งของทุกวัน จนถึงเช้าตรู่วันที่ 8เมษายน 2507เวลา 6.00น. พระอาจารย์ที่นั่งปรกวันที่สามทั้งหมดทุกรูปประชุมพร้อมกันปลุกเสกเงียบเป็น เวลา 30นาที พอครบเวลาตามที่กำหนด เจ้าหน้าที่ลั่นฆ้องชัย พราหมณ์ เป่าสังข์แกว่งบัณเฑาะว์ ปี่พาทย์ทำเพลง 3ลา พระคณาจารย์ทุกรูปประพรมน้ำพุทธมนต์เหรียญเสมาทั้งหมดที่เข้าพิธีเสร็จแล้ว เจิม พระพิธีธรรมเจริญคาถาดับเทียนชัย สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ดับเทียนชัย พราหมณ์เริ่มพิธีเบิกแว่นเวียนเทียนสมโภชเป็นเสร็จการพิธี

     จัดสร้างโดย กระทรวงมหาดไทย เพื่อหาเงินทุนจัดตั้ง "มูลนิธิมหาราช" และได้ประกอบพิธีรัชมังคลาภิเษก ณ วัดราชบพิตรสถิตมหาสีมาราม ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน ถึง 3 ธันวาคม พ.ศ. 2506

     ข้อมูลเหรียญ
     เหรียญเสมาทองคำ 3 รอบมหาราชซึ่งผลิตขึ้นในปี พ.ศ. 2506 เป็นเหรียญที่ผลิตขึ้นเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 36 พรรษา หรือ 3 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2506 โดยเหรียญนี้ผลิตโดยเนื้อทองคำ รูปทรงเหรียญเป็นรูปเสมา หรือที่คุ้นหูกันชื่อเหรียญอาร์ม มีด้วยกัน 3 บล๊อค คือ 1.บล๊อคแว่นแตก (เป็นบล๊อคที่หายาก) 2.บล๊อค ช. 2 เส้น และอีกบล๊อคก็จะเป็นบล๊อคปกติทั่วไป น้ำหนักเหรียญจะอยู่ที่ 16-17 กรัม คาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ วัดราชบพิธ

     ราคาจองซื้อสมัยนั้น
          1. ผู้สมทบทุน  1  บาท       ได้รับเสมาเนื้ออัลปาก้า  1 เสมา
          2. ผู้สมทบทุน  5  บาท       ได้รับเสมาเนื้อเงิน  1  เสมา
          3. ผู้สมทบทุน  1,000 บาท  ได้รับเสมาทองคำ  1  เสมา
          4. ผู้สมทบทุนถึง 10,000 บาท  นอกจากจะได้รับเสมาทองคำ 10 เสมาแล้ว มูลนิธิฯ จะได้ทำการจารึกชื่อผู้บริจาคไว้ ณ สถานอุปการะเยาวชนของมูลนิธิมหาราช

     วิธีสังเกตุเหรียญ
     ด้านหน้า
          1. รูเข้าห่วงด้านหน้าจะอยู่ เยื้องๆ กับด้านหลัง
          2. ผิวเหรียญ ดูจะเป็นเนื้อทองเก่า จะออกเป็นเสี้ยนๆ เล็กๆ
          3. สระ อู กับ อุ ตรงคำว่า "ภูมิ กับคำว่า ดุล" จะชิดกับขอบด้านล่าง
          4. สังเกตุ "ร" ให้ดีๆ หาง "ร" มันจะยกสูงกว่าหัว "ม"
          5. มีคำว่า ROYAL MINT อยู่

     ด้านหลัง
          1. รูเข้าห่วงหลังเมื่อกลับเหรียญแล้วจะ เยื้องกับด้านหน้า
          2. "ม" จะดูห่างออกมากลุ่มตัวอักษร
          3. ให้สังเกตุวงกลมเล็กๆ จะอยู่ในตำแหน่งที่เยื้องกัน จะไม่ตรงกัน
          4. สระ อะ จะใหญ่ เล็ก ไม่เท่ากัน




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.thaicoin.net ขอขอบคุณเป็นอย่างสูง
และ http://thaigoldcoin.com


เหรียญคุ้มเกล้า เนื้อทองคำ พิมพ์ใหญ่ ปี 2522 พิธีใหญ่ "หลวงปู่แหวน" ร่วมปลุกเสก





     วัตถุมงคลดี พิธีใหญ่ เหรียญคุ้มเกล้า สร้างเมื่อปี 2522 ที่หลายคนต่างหาเช่าเก็บไว้บูชา ด้วยเหตุที่เป็น ของดี ที่ในหลวงเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเททอง

     สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงกล่าวถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ′ทรงทำอุปการะก่อนแก่พสกนิกร เพราะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจโดยธรรม อีกทั้งยังให้ความสุข ความเจริญแก่พสกนิกร ชื่อว่าทรงเป็นบุพการีของพสกนิกร ซึ่งเหล่าพสกนิกรชาวไทยจักถวายความจงรักภักดีเป็นล้นพ้นดุจบิดาของตน′

     ดังนั้น เมื่อมีการสร้างวัตถุมงคลที่ระลึกต่างๆ จึงมีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก เพราะคนไทยทั้งปวงต่างเชื่อมั่นว่า ผู้ใดมีพระบรมฉายาลักษณ์ไว้บูชาจะนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคลสูงสุดและปลอดภัยจากภยันตรายทั้งมวล จึงทำให้วัตถุมงคลที่จัดสร้างเป็นที่ระลึก ซึ่งมีพระบรมรูปและพระปรมาภิไธยย่อ ′ภปร′ ไม่ว่าจะเป็นพิมพ์ไหน แบบไหน ปีไหนล้วนเป็นที่ปรารถนาและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง รวมทั้งมีมูลค่าในการสะสมเพิ่มขึ้นไปตามกาลเวลา

     ตลอดปี 2554 ซึ่งตรงกับปีมหามงคลที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7รอบ 84 พรรษา นอกจากจะมีการจัดสร้างวัตถุมงคลเพื่อเป็นที่ระลึกและร่วมเทิดพระเกียรติแล้ว ยังส่งผลให้พระเครื่องและของที่ระลึกรุ่นเก่าๆ ของรัชกาลที่ 9 กลับมาได้รับความนิยมและเป็นที่เสาะหากันอย่างคึกคักอีกครั้ง อย่างเช่น วัตถุมงคลดี พิธีใหญ่ ′เหรียญคุ้มเกล้า′ สร้างเมื่อปี 2522 ที่หลายคนต่างหาเช่าเก็บไว้บูชา ด้วยเหตุที่เป็น ′ของดี′ ที่เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเททอง

     สำหรับ ′เหรียญคุ้มเกล้า′ มีประวัติการสร้างดังนี้ เนื่องในวาระครบรอบ 30 ปีของการให้บริการโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดชเมื่อ 27 มีนาคม 2522 กองทัพอากาศได้ดำริสร้างอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินขนาดใหญ่สูง 12 ชั้นที่ทันสมัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศลและเสริมสร้างบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมบรรดาผู้ป่วยทั้งหลายไปชั่วกาลนาน โดยสิ้นค่าใช้จ่ายกว่า 600 ล้านบาท จากเงินที่ประชาชนทั่วประเทศร่วมใจกันบริจาค

     ในการรณรงค์หาทุนสร้าง ′อาคารคุ้มเกล้าฯ′ และจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยไว้ใช้ในอาคารคุ้มเกล้าฯ กองทัพอากาศได้จัดสร้าง ′วัตถุมงคลคุ้มเกล้า′ ขึ้นเพื่อสมนาคุณแก่ผู้มีจิตศรัทธา ให้การสนับสนุน ประกอบด้วย พระพุทธรูปบูชา พระกริ่ง และเหรียญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

     โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระปรมาภิไธยย่อ ′ภปร′ ประดิษฐานที่เหรียญ และทรงให้ช่างในพระองค์เป็นผู้ปั้นแบบเหรียญพระบรมรูปด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ ′ภปร′ พิธีลงอักขระแผ่นทอง นาก เงิน แผ่นยันต์อักขระที่ใช้สร้าง ′เหรียญคุ้มเกล้า′ ได้จัดพิธีลงอักขระ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพ มหานคร โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นประธานพร้อมด้วย สมเด็จพระราชาคณะและพระเถระผู้ใหญ่รวม 60 รูป ทำพิธีลงอักขระแผ่น ทอง นาก เงิน เป็นปฐมฤกษ์ หลังจากนั้นได้นำแผ่น ทอง นาก เงิน ไปให้พระเถราจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั่วประเทศ จารึกอักขระจนครบ 1,250 รูป

     พิธีเททองหล่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถเสด็จฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไปทรงเททองหล่อพระพุทธรูปคุ้มเกล้าฯ ณ วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ซึ่งตรงกับวันที่′หลวงปู่แหวน สุจิณโณ′ มีอายุครบ 97 ปี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2527 โดยมีสมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่ผู้ทรงคุณอีก 9 รูป เจริญชัยมงคลคาถา ในโอกาสนี้ได้ทรงทำพิธีหลอมแผ่นทอง นาก เงิน ที่ได้ทำพิธีลงอักขระแล้ว เป็นชนวนนำไปสร้างวัตถุมงคลคุ้มเกล้าต่อไป

     จากนั้น ประกอบพิธีพุทธาภิเษกหมู่อย่างใหญ่โตมโหฬาร 4 วัน 4 คืน 6-9 เมษายน2527 โยงสายสิญจน์จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามมายังปะรำพิธี ณ ท้องสนามหลวง นิมนต์พระเถรานุเถระผู้ทรงคุณ เกจิอาจารย์ดัง 108 รูปจากทั่วประเทศผลัดเปลี่ยนกันนั่งปรกปลุกเสกตลอดรวม 4 คืน อาทิ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี, หลวงปู่ดูุลย์ วัดบูรพาราม, หลวงปู่แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง, หลวงปู่ครูบาพรหมจักร วัดพระพุทธบาทตากผ้า, หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังก์วิเวการาม, หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง เป็นต้น
โดยเฉพาะ ′หลวงปู่แหวน′ ที่มาร่วมนั่งปรกอธิษฐานจิต นับว่าเป็นวาระพิเศษส่งผลให้วัตถุมงคลรุ่นนี้ไม่ธรรมดาในสายตาของนักสะสม มีผู้กล่าวถึงและว่าท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรม และมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆ วัตถุมงคลของท่านต่างร่ำลือในความเข้ม มีผู้นิยมแสวงหาไว้พกพาติดตัว เพื่อความเป็นสิริมงคล

     เหรียญทุกรุ่นที่หลวงปู่แหวนอธิษฐานจิตปลุกเสก พุทธคุณโดดเด่นในเรื่องเมตตามหานิยม ค้าขายเจริญรุ่งเรือง การเดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย สยบสิ่งชั่วร้ายต่างๆ นานา วัตถุมงคลที่นิยมมากคือ ′เหรียญหลวงปู่แหวนรุ่นแรก พิมพ์หน้าวัว′

     สำหรับวัตถุมงคลรุ่นคุ้มเกล้า ในวันแรกของพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงจุดไฟพระฤกษ์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มอบให้พล.อ.อ.ประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ผบ.ทอ. อัญเชิญเข้าขบวนแห่มายังปะรำพิธี จากนั้นในเวลา 19.19 น. สมเด็จพระสังฆราช เสด็จมาจุดเทียนชัยจากไฟพระฤกษ์

     เริ่มพิธีพุทธาภิเษกจนถึงรุ่งอรุณของวันที่ 4 สมเด็จพระญาณสังวรฯ เป็นประธานดับเทียนชัย เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีพุทธาภิเษก นับเป็นพิธีพุทธาภิเษกที่ต้องจารึกเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ว่า พิธีนี้ใหญ่จริงๆยามนี้จึงมีประชาชนถวิลหาเช่าบูชา′เหรียญคุ้มเกล้า′ กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในแวดวงเซียนพระเองก็ตาม ต่างเก็บเหรียญนี้ เพื่อเก็งกำไรเพราะเชื่อว่ารุ่นนี้มีอนาคตสดใส ซึ่งก็เป็นจริงตามที่คาดการณ์เอาไว้ ราคาของเหรียญเริ่มขยับขึ้นเรื่อยๆ





ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ข่าวสดออนไลน์ วันที่ 9 เมษายน 2555 และ วันที่ 10 เมษายน 2555
และ http://thaigoldcoin.com


เหรียญที่ระลึกสมโภชช้างเผือก ภปร.จ.นราธิวาส ปี 2520 เนื้อเงิน

     เหรียญสมโภชช้างเผือก จ.นราธิวาส ปี 2520 ช้างเผือกเชือกที่ 9 ในรัชกาลที่ 9





     หลังจากมีการขึ้นระวางลูกช้างพัง ‘จิตรา’ เป็นช้างต้นคู่พระบารมีแล้ว ไม่นานต่อมา กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยประชาชนชาวนราธิวาส จึงพร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายช้างสำคัญเชือกนี้ เพื่อเป็นพระราชยานพาหนะคู่พระบารมีตามโบราณราชประเพณีสืบไป

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นว่า การมีช้างสำคัญเกิดขึ้นในพระราชอาณาจักร โบราณราชประเพณีย่อมนิยมว่าเป็นสิริมงคลแก่ประเทศชาติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังกำหนดการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรับการน้อมเกล้าฯ ถวายช้างสำคัญ และโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างสำคัญขึ้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อเป็นเกียรติประวัติและเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดนราธิวาสและส่วนภูมิภาค เป็นงานพิธีรวม ๓ วัน ในระหว่างวันที่ ๒๓-๒๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐

     โดยช้าง “จิตรา” ได้ขึ้นระวางเป็น “พระศรีนรารัฐราชกิริณี” หรือนามเต็มว่า “พระศรีนรารัฐราชกิริณี จิตรวดีโรจนสุวงศ์ พรหมพงศ์อัฐทิศพิศาล พิเสฐธารธรณิพิทักษ์ คุณารักษ์ กิตติกำจร อมรสารเลิศฟ้า”

     ก่อนถึงพระราชพิธีสำคัญยิ่งนี้  ทางจังหวัดโดยนายวัชระ สิงคิวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้จัดสถานที่เตรียมงานและจัดสร้างรูปช้างปูนปั้น ณ ประตูเข้าเมืองให้สมพระเกียรติขึ้น ช้างคู่รูปช้างปูนปั้นออกแบบโดยนายสมพงษ์ แจ้งศิริ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

     ภายหลังรูปช้างคู่สัญลักษณ์เมืองช้างเผือก ถูกนำไปประดิษฐานอยู่ที่ถนนสุริยะประดิษฐ์ก่อนเข้าสู่ตัวเมืองนราธิวาส ผ่านหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสเล็กน้อย ผู้ผ่านมาผ่านไปจะเห็นรูปช้างยืนอยู่สองฟากถนนหันหน้าเข้าหากันบริเวณสี่แยกตรงถนนนราภิรมย์ตัดกับถนนสุริยะประดิษฐ์ ชาวนราธิวาสเรียกบริเวณนี้ว่า “แยกช้างคู่” ก่อนจะย้ายรูปช้างปูนปั้นคู่ไปอยู่ใกล้กับสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนราธิวาสในกาลต่อมา

     สำหรับในพระราชพิธีสมโภชช้างเผือก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเหรียญการสมโภชขึ้นระวางช้างเผือกแก่ข้าราชการและประชาชนไว้เป็นที่ระลึกด้วย เป็นเหรียญที่สร้างด้วยเนื้อเงินแท้ขนาดกว้าง ๓ เซนติเมตร สูง ๓.๕ เซนติเมตร ด้านหน้าเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ทั้งสองพระองค์คู่กัน ด้านหลังเหรียญเป็นรูปช้างเผือกแต่งด้วยคชาภรณ์ ข้างบนมีอักษรย่อ ภปร. แนวขอบเหรียญด้านล่างมีอักษรจารึกว่า พระราชพิธีขึ้นระวางสมโภชช้างเผือก ด้านใต้ฐานรูปช้าง มีอักษรว่า จ.นราธิวาส. ส.ค.๒๕๒๐ นับเป็นเหรียญที่สวยงามมาก

     นอกจากนี้ในที่สุดสัญลักษณ์ของจังหวัดนราธิวาสที่เป็นรูปเรือใบเต็มกำลังแล่นกางใบ ก็มีรูปช้างเผือกปรากฏอยู่ด้วย

     ปัจจุบันพื้นที่ที่พบช้างสำคัญจนได้นำเข้าน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นช้างต้นคู่บารมีครั้งนั้น ได้มีการตั้งชื่อสถานที่นั้นเป็นที่ระลึกว่า “บ้านช้างเผือก” ตำบลช้างเผือก ซึ่งแยกมาจากตำบลดุซงญอ และเปลี่ยนจากอำเภอระแงะมาขึ้นตรงต่ออำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส จนปัจจุบันนี้ และในพื้นที่ตำบลช้างเผือกนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้เคยเสด็จมาเมื่อวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๔๓ กระทั่งมีการก่อสร้างศาลาทรงงานในโครงการศิลปาชีพ พร้อมทั้งมีโครงการของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชอีกหลายโครงการ

     และ...นี่คือตำนานช้างเผือกเชือกที่ ๙ ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่โรงช้างต้น พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากช้างต้นหรือช้างเผือกทั้งหมด ๑๒ เชือกที่ขึ้นระวางเป็นช้างสำคัญในรัชกาลนี้

     ช้างเผือกเชือกแรกที่ทรงขึ้นระวางเป็นช้างสำคัญในรัชกาล ชื่อ “พระเศวตอดุลยเดชพาหน ภูมิพลนวนาถบารมี ทุติยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิศุทธวงศ์ สรรพมงคลลักษณะคเชนทรชาติ สยามราษฎรสวัสดิประสิทธิ์ รัตนกุญชรนิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรพิตรสารศักดิเลิศฟ้า” เป็นช้างเผือกโท ที่นายแปลกคล้องได้ที่จังหวัดกระบี่เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ และ พลโท บัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานกรรมการองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย น้อมเกล้าฯ ถวายเมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐ สมโภชขึ้นระวาง ณ โรงช้างต้น พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๒




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com

เหรียญที่ระลึก อนุสรณ์การพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่า เนื้อทองคำ 20 กรัม ปี 2539







     เหรียญที่ระลึกอนุสรณ์การพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จย่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเนื้อทองคำปี 2539

     เส้นผ่าศูนย์กลาง 30 มม. น้ำหนัก 20 กรัม ลักษณะเหรียญกลมขอบเรียบ มีอักษร Au ที่บริเวณใต้รูปพระเมรุมาศด้านซ้าย

     รูปแบบเหรียญ

     กลางเหรียญมีพระรูปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระพักตร์ตรง ชิดวงขอบเหรียญด้านล่างมีข้อความว่า "สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี" มีลายดอกประจำยามประกอบหัวท้ายข้อความ

     กลางเหรียญมีรูปพระเมรุมาศ ด้านล่างมีข้อความว่า "๒๑ ตุลาคม ๒๔๔๓-๑๘ กรกฎาคม ๒๕๓๘ " และมีเครื่องหมายโรงกษาปณ์ ชิดวงขอบเหรียญด้านบนมีข้อความว่า "อนุสรณ์การพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๙"

     เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สวรรคตด้วยอาการสงบ ณ โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการให้สำนักพระราชวังจัดการพระบรมศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณี ประดิษฐานพระบรมศพ ณพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2538  และมีพระบรมราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและประชาชนทั่วไป เข้าถวายสักการะพระบรมศพ จนถึงวัพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง ในวันที่ 10 มีนาคม 2539

     ในการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพครั้งนี้ คณะกรรมการจัดงานฯ ได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์จัดทำเหรียญที่ระลึกไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย โดยกระทรวงการคลังได้นำเงินรายได้จากการจำหน่ายเหรียญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามอัธยาศัย

     กรมธนารักษ์ได้เคยจัดทำเหรียญทีระลึก ถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ มาแล้ว 3 ครั้ง คือ

     1. เหรียญที่ระลึกพระราพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 (พ.ศ. 2528) จัดทำเหรียญชนิดทองคำ ชนิดเงิน ชนิดทองแดงรมดำ 2 ขนาด คือ ชนิดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 มม. และชนิดเส้นผ่าศูนย์กลาง35 มม.

     2. เหรียญที่ระลึกอนุสรณ์การพระราชพิธีถวานพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี(พ.ศ. 2539) จัดทำชนิดทองคำ ชนิดเงินและชนิดทองแดง

     3. เหรียญที่ระลึกอนุสรณ์พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์(พ.ศ.2551) จัดทำชนิดทองคำ ชนิดเงินและชนิดทองแดงรมดำพ่นทราย




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com



เหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี ราชาภิเษกสมรส ครบชุด เนื้อทองคำ เงิน และทองแดง ปี2543

     เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดเหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี ราชาภิเษกสมรสและเหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี บรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นเหรียญที่ระลึกที่ขึ้นในปี พ.ศ. 2543 อันเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และราชาภิเษกสมรสเหรียญที่ระลึกครบ 50ปี ราชาภิเษกสมรส และเหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี บรมราชาภิเษก เป็นเหรียญที่สร้างน้อยและหายากมากในปัจจุบัน ผู้ที่ชื่นชอบและนักสะสมไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งครับ

     ลักษณะของเหรียญ เหรียญชนิดที่ 1 - 4 เป็นเหรียญกลมวงขอบนอกเรียบลวดลาย
     ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ พระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เบื้องหลังมีรูปพระบรมมหาราชวัง เบื้องบนระหว่างสองพระองค์ มีเครื่องหมายสัญลักษณ์มหาจักรีบรมราชวงศ์ อยู่ภายใต้นพปฎลเศวตฉัตร






     ด้านหลัง กลางเหรียญมีอักษรพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" และอักษรพระนามาภิไธย "สก" เบื้องบนมีอุณาโลมเป็นเลขเก้าอยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ เบื้องล่างมีรูปดอกพุดตาน ภายในวงขอบเหรียญด้านขวามีข้อความว่า "ราชาภิเษกสมรสครบ 50 ปี" ด้านซ้ายมีข้อความว่า "28 เมษายน 2543" และวงรอบเหรียญมีลายกลีบดอกรัก จำนวนห้าสิบกลีบ

     เหรียญที่ระลึกครบ 50 ปี ราชาภิเษกสมรส ผลิต 4 ชนิด บรรจุพร้อมกล่องและใบรับรอง คือ

     1. เหรียญที่ระลึกทองคำพ่นทรายพิเศษ
          ส่วนผสม ทองคำร้อยละ 90
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 26 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 15 กรัม

     2. เหรียญที่ระลึกเงินรมดำพ่นทรายพิเศษ
          ส่วนผสม เงินร้อยละ 92.5
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 15 กรัม

     3. เหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 13 กรัม

     4. เหรียญที่ระลึกทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ
          ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 มิลลิเมตร
          น้ำหนัก 150 กรัม




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com

เหรียญพระชัยหลังช้าง สก. ปี 2535 เนื้อทองคำ








     จัดสร้างเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระชนมพรรษา 5 รอบ วันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2535 มหาเถระสมาคม จัดสร้างถวายเพื่อพระราชทานแก่มูลนิธิศิลปาชีพ พิธีมหาชัยมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

    "พระชัยหลังช้าง" ก่อนจะได้เรียกดังนี้ พระนามเดิมคือ "พระชัย" หรือ "พระไชย" ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4ได้ออกพระนามเพิ่มว่า "พระไชยวัฒน์" ก่อนเปลี่ยนพระนามเป็น "พระชัยวัฒน์" ในสมัยรัชกาลที่ 7พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทรงมีพระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลทุกพระองค์ มีเพียงรัชกาลที่ 8ที่ไม่มี ปัจจุบัน พระชัยวัฒน์ประจำรัชกาลทุกพระองค์ ประดิษฐาน ณ หอพระสุราลัยพิมาน พระบรมมหาราชวัง พระชัยเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะพิเศษคือเป็นแบบนั่งขัดสมาธิเพชร พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในลักษณะถือด้ามพัด เป็นพระพุทธรูปขนาดย่อมหรือค่อนข้างเล็ก เพื่อสะดวกเคลื่อนย้ายไปในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพระราชสงคราม ถ้าเป็นทางสถลมารคจะเชิญขึ้นช้างนำหน้าช้างพระที่นั่ง จึงเรียกว่า "พระชัยหลังช้าง" ทางชลมารคก็เชิญลงเรือพระที่นั่งหน้าเรือพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน สันนิษฐานว่าการหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลเป็นราชประเพณีที่ปฏิบัติสืบเนื่องยาวนาน คือเมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับบรมราชาภิเษก ที่ปรากฏในพงศาวดารรัชกาลสมเด็จพระนเรศวร มีการเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ไปในงานพระราชสงครามด้วย บ่งชี้ว่ามีพระชัยมาตั้งแต่รัชกาลนั้นแล้ว คณะสงฆ์จัดสร้างเหรียญพระชัยหลังช้าง เพื่อเทิดพระบุญญาธิการสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เจริญพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๓๕ หน้าเหรียญเป็นรูปพระชัยหลังช้าง ด้านหลังเป็นตราพระปรมาภิไธย่อ ส.ก. เหรียญเป็นเหรียญพระชัยหลังช้าง หลังพระปรมาภิไธยย่อ สก.ออกที่วัดบวรฯ ออกเมื่อปี 12สิงหาคม 2535คณะสงฆ์สร้างถวายในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5รอบ เป็นพระพิธีใหญ่เข้าพิธีปลุกเสกซ้ำหลายวาระด้วยกัน สามารถใช้บูชาติดตัวได้อย่างอุ่นใจครับ เหรียญมีขนาด 2.2 X 3.7 c.m.ให้ใช้คำอธิษฐาน ว่า “ร. 1ไม่เคยแพ้ใครฉันใด ขอเราจงเป็นผู้ชนะ แบบ ร. 1และขอได้โปรดคุ้มครองข้าพเจ้า จะเดินทางไป ณ ที่ใด ขอให้รอดตลอด ปลอดภัย ทั้งไป และกลับ .... โชคดี มีชัย คล่องตัว ตลอดเวลา. "พระชัยหลังช้าง สก." องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (ฤาษีลิงดำ) วัดท่าซุง ท่านก็มีส่วนร่วม ครับ.... "

     เหรียญพระชัยหลังช้าง" เหรียญดังพิธีดีอีกเหรียญหนึ่งที่หยิบยกมากล่าวถึง เป็นเหรียญที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แห่งวัดสามพระยา กรุงเทพมหานคร ในนามคณะสงฆ์ได้ดำเนินการจัดสร้างขึ้น สืบเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5รอบ 60พรรษา ในปี พ.ศ.2530เป็นเหรียญปั๊มด้านหน้าเป็นรูปพระชัยวัฒน์ที่เรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" ด้านหลังเป็นพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร." มีอักษรปรากฏบนเหรียญว่า "5ธันวาคม 2530" และ "คณะสงฆ์สร้างในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5รอบ" "เหรียญพระชัยหลังช้าง" เป็นเหรียญดีเพราะพิธีการจัดสร้างเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเจตนาการจัดสร้างเพื่อนำรายได้จากการบริจาคบูชานั้น ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันที่ 5ธันวาคม พ.ศ.2530ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร มีพระเกจิอาจารย์ดังปลุกเสกมากมาย ประการสำคัญยิ่ง เหรียญพระชัยหลังช้าง มีสมเด็จพระสังฆราชถึง 2พระองค์ ปลุกเสก นั้นคือ สมเด็จพระสังฆราช (วาส) วัดราชบพิธฯ และสมเด็จพระญาณสังวร วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อปี พ.ศ.2532และ"เหรียญพระชัยหลังช้าง"มีสมเด็จพระราชาคณะที่ร่วมปลุกเสกอีก คือ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสามพระยา สมเด็จพระวันรัต วัดโสมนัสวิหาร สมเด็จพระธีรญาณมุนี วัดปทุมคงคา สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว) วัดสระเกศ เมื่อครั้งยังเป็นที่พระพรหมคุณาภรณ์ แล้วยังมีพระเกจิอาจารย์ดังแห่งยุคนั้น อาทิ หลวงพ่อแพ แห่งวัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ) วัดท่าซุง หลวงพ่อชื้น วัดญาณเสน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พระครูสันติวรญาณ (สิม) วัดถ้ำผาปล่อง พระอุดมสังวรเถร (อุตตมะ) วัดวังก์วิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี พระครูฐาปนกิจสุนทร (เปิ่น) วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม หลวงปู่ม่น วัดเนินตาหมาก จังหวัดชลบุรี พระครูเกษมธรรมนันท์ (แช่ม) วัดดอนยายหอม พระครูปริมานุรักษ์ (พูล) วัดไผ่ล้อม จังหวัดนครปฐม

     ที่สำคัญ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ท่านเคยกล่าวไว้กับลูกศิษย์ของท่านว่า เหรียญพระชัยหลังช้างนี้เป็นเหรียญที่มีพุทธานุภาพดีมากๆ กล่าวสำหรับพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์รัชกาลปัจจุบันนี้ มีความเป็นมาสืบเนื่องจากราชประเพณีหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล เริ่มเมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำพระองค์ที่เชิญไปในราชการศึกสงคราม ซึ่งเรียกกันว่า "พระชัยหลังช้าง" นั้น ได้เชิญไปประดิษฐานหน้าพุทธบัลลังก์พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพราะเป็นพระพุทธรูปคู่บารมีมาด้วยกัน จึงขาดพระพุทธปฏิมาสำหรับถวายสักการะ ณ พระราชมณเฑียร จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ขึ้นแทน ถวายพระนามว่า พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ในรัชกาลต่อมา เมื่อประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ถือเป็นราชประเพณีที่จะต้องหล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์สืบมาทุกรัชกาล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5พฤษภาคม พ.ศ.2493ยังไม่ได้สร้างพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาล ในการพระราชพิธีจึงต้องเชิญพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ของรัชกาลที่ 5ซึ่งเป็นสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช เป็นพระพุทธรูปประธานในงานพระราชพิธี ครั้น พ.ศ.2495เสด็จพระราชดำเนินกลับจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มาประทับพระนคร พ.ศ.2506จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ประจำรัชกาลตามราชประเพณี และโปรดเกล้าฯ ให้ นายพิมาน มูลประมุข เป็นช่างปั้นหุ่นพระพุทธรูป พระเครื่องและเหรียญที่ระลึกที่มีพระปรมาภิไธยย่อ "ภปร" ประดิษฐานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า หรือด้านหลัง ถือว่าเป็นสิ่งมงคลที่น่าเก็บสะสมบูชาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหรียญพระพุทธรูปของ วัดต่างๆ ที่มีตรา ภปร.ประดิษฐานอยู่ด้านหลังนั้นมีอยู่จำนวนมากเช่นกัน หลายๆ รุ่นมีพิธีการสร้างที่เข้มขลัง และมีพุทธศิลป์ที่งดงามอย่างยิ่ง ดั่งเช่นเหรียญพระพุทธ หรือเหรียญพุทธคุณ พระปรมาภิไธยย่อ ภปร.ที่เรียกขานกันว่า "เหรียญพระชัยหลังช้าง" สร้างโดยคณะสงฆ์ทั้ง 2นิกายในปีมหามงคลเจริญพระชนมพรรษาครบ 5รอบ 60พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ 5ธ.ค.2530 "เหรียญพระชัยหลังช้าง" มีเนื้อทองคำ, เนื้อเงิน, เนื้อกะไหล่ทอง

      มูลเหตุที่นำรูป พระชัยหลังช้างมาจัดสร้างเพื่อเทิดพระเกียรติล้นเกล้าทั้งสอง พระองค์ ด้วยเห็นว่าพระชัย (หลังช้าง) เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง คู่บุญญาบารมีของปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ ควรที่ประชาชนจะมีไว้สักการบูชา เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในพระองค์ ดังเช่น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา กรุงเทพฯ ได้ลิขิตไว้ว่า"เหรียญพระชัยหลังช้าง" "หากอยู่กับบ้านก็คุ้มบ้าน หากอยู่กับตัวก็คุ้มตัว" และเพื่อเป็นการยืนยันคำพูดดังกล่าว ท่านจึงได้จัดพิมพ์หนังสือเรื่อง "ปรากฏการณ์อันน่าพิศวงเกี่ยวด้วยเหรียญพระชัย (หลังช้าง)" ขึ้น โดยรวบรวมเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับประสบการณ์จากเหรียญนี้มากมายหลายท่าน เหรียญพระชัยหลังช้าง เหรียญพระชัยหลังช้าง ความเป็นมาของ "พระชัยวัฒน์" เดิมมีพระนามว่า "พระชัย" หรือ "พระไชย" ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ออกพระนามเพิ่มว่า "พระไชยวัฒน์" และได้เปลี่ยนพระนามมาเป็น "พระชัยวัฒน์" ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธปฏิมาชัยวัฒน์ รัชกาลปัจจุบัน เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชร มีฉัตรปรุ 5ชั้นปักกั้น หน้าตักกว้าง 7นิ้ว สูงจากทับเกษตรถึงยอดพระรัศมี 9นิ้ว มีพัดแฉกหล่อด้วยเงินปักข้างหน้า ที่ฐานมีคำจารึก ซึ่งเป็นต้นแบบในการนำมาสร้าง เหรียญพระชัยหลังช้าง




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com

เหรียญเสมา ที่ระลึก 6 รอบในหลวง รัชกาลที่ 9 ปี 2542 ครบชุด สร้างโดยกระทรวงมหาดไทย

          เหรียญเสมาที่ระลึก 6 รอบในหลวง รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สร้างในวโรกาสครบ 6 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ 2542 โดยกระทรวงมหาดไทย พิธีมังคลาภิเษก ณ.พระอุโบสถวัดพระศรรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระญานสังวรสมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานในพิธี  ครบชุดพร้อมกล่อง สวยทุกเหรียญ







          โดยลักษณะเหรียญด้านหน้าเป็นพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้านหลังเป็นตราพระปรมาภิไธย ด้านล่างเป็นตรากระทรวงมหาดไทย และปีพ.ศ.ที่สร้าง

          รุ่นนี้เป็นรุ่นที่สร้างต่อมาจากเหรียญในหลวงนั่งบังลังค์

                    เหรียญทองคำหนัก 15 กรัม

                    เหรียญเนื้อเงิน หนัก 10 กรัม

                    เหรียญเนื้อทองเหลือง หนัก 13 กรัม



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com

เหรียญเสมา ที่ระลึกในหลวง 5 รอบ ปี 2530 พิธีใหญ่ เนื้อเงิน ทรงระฆังคว่ำ รัชกาลที่ 9

                 หน้าเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้าย ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ฉลองพระองค์ครุย ด้านล่างมีข้อความว่า "ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙"




                 กลางเหรียญมีสัญลักษณ์พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา  ใต้สัญลักษณ์มีเครื่องหมายโรงกษาปณ์ ชิดขอบเหรียญด้านบนมีข้อความว่า "มหามงคลพระชนมพรรษา ๖๐" ด้านล่างมีข้อความว่า "๕ ธันวาคม ๒๕๓๐"




ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com

เหรียญพระมหาชนกชุดทองคำเล็ก (ทองคำ นาค เงิน)

เหรียญพระมหาชนกชุดทองคำเล็ก (ทองคำ นาค เงิน) มีหนังสือปกแข็งในชุด





        เหรียญพระมหาชนกเป็นเหรียญที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะกำลังทรงงาน และด้านหลังเป็นรูปพระมหาชนกกำลังว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทร เหรียญพระมหาชนกจะแบ่งออกเป็นจำนวนพิมพ์ ดังนี้

        1. เหรียญพระมหาชนกชุดใหญ่ จะแบ่งออกเป็น เนื้อทองคำ หนัก 34 กรัม เนื้อเงินหนัก 23 กรัม เนื้อนากหนัก 24 กรัม และหนังสือพระมหาชนกเล่มสีน้ำเงินปกแข็ง
        2. เหรียญพระมหาชนกเนื้อเงิน พิมพ์ใหญ่ จะแบ่งออกเป็น เนื้อเงินใหญ่ กับหนังสือพระมหาชนกเล่มสีแดงปกแข็ง
        3. เหรียญพระมหาชนกชุดเล็ก จะแบ่งออกเป็น เนื้อทองคำ หนัก 10 กรัม เนื้อเงิน หนัก 7 กรัม เนื้อนากหนัก 7 กรัม และหนังสือพระมหาชนกเล่มเล็กปกแข็ง(กล่องสีน้ำเงิน)
        4. เหรียญพระมหาชนกเนื้อเงิน พิมพ์เล็ก จะแบ่งออกเป็น เนื้อเงินเล็ก กับหนักสือพระมหาชนกเล่มเล็กปกอ่อน(กล่องสีแดง)
ปีที่ผลิตจะเป็นปี 2539

          สำหรับเหรียญนั้น  ด้านหนึ่งเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระอิริยาบถที่มีหยาดพระเสโทที่พระนาสิก  เขียนข้อความ "วิริยะ  PERSERVERANCE"  และอักษาเทวนาครี  อีกด้านหนึ่ง เป็นภาพพระมหาชนกในมหาสมุทร ขณะทรงสนทนาธรรมกับนางมณีเมขลา ซึ่งปั้นจากต้นแบบภาพฝีพระหัตถ์สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์

           เหรียญเหล่านี้ได้ผ่านพิธีชัยมังคลาภิเษกที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงเป็นประธานนั่งปรก พร้อมด้วยพระคณาจารย์อีกหลายรูป อาทิ หลวงตามหาบัว ญาณสังปันโน, หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ หลวงพ่อเปิ่นวัดบางพระ, หลวงพ่อแย้ม วัดตะเคียน

           ในพิธีดังกล่าว สมเด็จพระสังฆราชตรัสว่า "ไทยเราในขณะนี้แม้เปรียบกับพระมหาชนก ย่อมมีอันตรายเบากว่ามากมายนัก วิกฤตก็แตกต่างกัน แต่สามารถบำเพ็ญวิริยบารมีให้เกิดผลสำเร็จอย่างวิเศษยิ่งได้เช่นเดียวกัน ขอให้ตั้งใจแผ่ความปรารถนาดีไปให้ทั่วถึงเพื่อนร่วมทุกข์ทั่วหน้าให้สามารถคิดถึงอนุภาพความเพียร คือวิริยบารมี แล้วทุ่มกำลังกายกำลังใจ ให้สามารถประคับประคองประเทศชาติให้พ้นวิกฤตการณ์ขณะนี้ให้ได้และโดยเร็ววิริยบารมีสำคัญ และพลังจิตสำคัญและสำคัญสำหรับนำมา ประคองวิริยบารมีให้เกิดผลเต็มที่ด้วย นั่นคือให้มีกำลังใจเข้มแข็งเต็มที่ ที่จะพยายามทำแต่ความดี วิริยะในการทำดีเท่านั้นที่จะถูกที่จะให้ พ้นทุกข์ทั้งหลายได้ สมเด็จพระบรมศาสดาทรงกล่าวไว้ว่า โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตชักไป สัตว์ทั้งปวงไปสู่อำนาจแห่งจิตอย่างเดียว เพราะฉะนั้นพึงตั้งเพียรทำใจให้ดี ให้มั่นคงในการดีทั้งปวง ให้พ้นการไม่ดีทั้งปวงงานมงคลนี้จะสำเร็จด้วยดี เกิดคุณประโยชน์แก่ ผู้คนที่กำลังทุกข์ร้อนทั้งปวง" ก่อนที่จะอ่านเนื้อหาในพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" มีพระราชปรารภให้เห็นถึงที่มาว่า "เมื่อ พ.ศ. 2520 พระองศ์ทรงสดับพระธรรมเทศนาของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (วิน ธัมมสาโร มหาเถร) วัดราชผาติการาม เรื่องพระมหาชนก เสด็จทอดพระเนตรพระราชอุทยาน ในกรุงมิถิลา เรื่องมีใจความว่า ที่ทางเข้าสวนหลวงมีต้นมะม่วงสองต้น ต้นหนึ่งมีผล อีกต้นหนึ่ง ไม่มีผล ทรงลิ้มรสมะม่วงอันโอชาแล้วเสด็จเยี่ยมอุทยาน เมื่อเสด็จกลับออกจากสวนหลวง ทอดพระเนตรเห็นมะม่วงที่มีผลรสดี ถูกข้าราชบริพารดึงทึ้งจนโค่นลง ส่วนต้นที่ไม่มีลูกก็ยังคงตั้ง อยู่ตระหง่าน แสดงว่าสิ่งใดดี มีคุณภาพ จะเป็นเป้าหมายของการยื้อแย่งและจะเป็นอันตรายใน ท่ามกลางผู้ที่ขาดปัญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัย จึงทรงค้นเรื่องพระมหาชนกในพระไตรปิฎก (พระสุตตันตปิฏกขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ 4 ภาคที่ 2) และทรงแปลเป็นภาษาอังกฤษตรงจากมหาชนก ชาดก ตั้งแต่ต้นเรื่องโดยทรงดัดแปลงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น พระมหาชนกบำเพ็ญวิริยะบารมีไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จนกระทั่งได้ทรงครองราชสมบัติ และนำความเจริญมั่งคั่งแก่กรุงมิถิลาด้วยพระปรีชาสามารถ มาถึงตอนเรื่องต้นมะม่วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า  การที่พระมหาชนก จะเสด็จออกทรงแสวงโมกขธรรมยังไม่ถึงเวลาอันสมควร     เพราะว่าได้ทรงสร้างความเจริญแก่มิถิลายังไม่ครบถ้วน    กล่าวคือข้าราชบริพาร"นับแต่อุปราชจนถึงคนรักษาช้าง   รักษาม้าและนับแต่คนรักษาม้าจนถึงอุปราชและโดยเฉพาะเหล่าอมาตย์   ล้วนจารึกในโมหภูมิทั้งนั้น  ไม่มีความรู้ทั้งวิทยาการ  ทั้งทางปัญญายังไม่เห็นความสำคัญของผลประโยชน์แท้แม้ของตนเอง  จึงต้องตั้งสถานอบรมสั่งสอนให้เบ็ดเสร็จ" อนึ่ง  พระมหาชนกยังต้องทรงปรารภเรื่องการอนุบาลต้นมะม่วงตามวิธีสมัยใหม่  เก้าวิธีอีกด้วย

              ด้วยประการเช่นนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงดัดแปลงเนื้อเรื่องในมหาชนกชาดกให้
เหมาะสมกับสังคมปัจจุบัน  โดยมีพระราชดำริว่าพระมหาชนกจะบรรลุโมกขธรรมได้ง่ายกว่า หากได้
ประกอบพระราชกรณียกิจในโลกให้ครบถ้วนก่อน รูปที่ประกอบเรื่องเป็นฝีมือของศิลปินไทย   ซึ่งได้ทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังความคิดอย่างเต็มที่  เพื่อถ่ายทอดความงามของเรื่องนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแปลมหาชนกชาดกเสร็จสมบูรณ์เมื่อ  พ.ศ.  2531 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พิมพ์ในโอกาศเฉลิมฉลองกาญจนภิเษกแห่งรัชกาล ให้เป็นเครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของสาธุชนทั้งหลาย" ขอจงทรงมีความเพียรที่บริสุทธิ์ ปัญญาที่เฉียบแหลม  กำลังกายที่สมบูรณ์  พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 9 มิถุนายน  2539  นายขวัญแก้ว  วัชโรทัย  รองเลขาธิการพระราชวังฝ่ายกิจกรรมพิเศษประธานคณะทำงาน สร้างเหรียญและพระราชนิพนธ์  "พระมหาชนก"  ได้สรุปที่มาของพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ว่า  "ระหว่าง 50  ปีที่ทรงครองราชย์ทรงผ่านพ้นอุปสรรคนานาชนิด อุปสรรคนั้นคือวิกฤตการณ์ต่าง  ๆ  เกิดเหตุเภทภัย  ลุกลามถึงประชาชน  โดยที่พระองค์ทรงเปรียบเสมือนพระพรหมของประชาชนทุกคน  เมื่อมีเหตุการณ์ก็พึ่งพระองค์  ขณะที่บ้านเมืองกำลังลุกเป็นไฟ  พระองค์รับสั่งกับผู้ที่ทำให้เกิดเรื่องก็จะสงบทันที  ชึ่งไม่มีที่ไหนในโลกนับว่าทรงเป็นมิ่งขวัญของประชาชน  ชาวไทยยากหาผู้เปรียบปาน
               ในหลวงทรงลำบากมากกกว่าชาวไทยเป็นไหน ๆ    ปัจจุบันไม่เคยมีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ไหนทรงเหนื่อยมาก ๆ เหมือนพระองค์  ทรงงานจนพระเสโทไหล  ยากที่สามัญจะทำไดั  ทรงเป็นยอดมนุษย์ ยิ่งภาวะปัจจุบันคนไทยต้องมีความเพียรอดทน  ไม่ย่อท้อโดยยึดเอาแบบอย่างจากพระองค์ก็จะประสบความสำเร็จในชีวิต

               สมเด็จพระญานสังวร  สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก  ทรงอ่านแล้วถึงกับตรัสว่า ถ้าใครได้อ่านแล้วมีปรัชญาชีวิต  สิ่งที่ดีงามสอนให้ผู้คนอดทนไม่ท้อแท้ เหมาะสมกับยุคนี้  ทันสมัยทันต่อเหตุการณ์ถ้าอ่านให้ลึกซึ้งจริง ๆ ประชาชนชาวไทยคงไม่มีใครฆ่าตัวตาย

               ทรงแปลเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษควบคู่กันไป  เป็นประโยชน์ทิ้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทรงถอดประวัติของพระองค์ตลอดระยะเวลา  50  ปีที่ครองราชย์  ทรงประสบอุปสรรค  ความยากลำบาก เหมือนพระมหาชนกเมื่อเรือแตกก็ทรงว่ายน้ำถึง  7  วัน  จนเทวดามาช่วย  ในหลวงก็ทรงประสบวิกฤต แต่ทรงมีความเพียรไม่ท้อแท้  ซึ่งบางคนก็มีความเพียรอยู่แต่ท้อแท้  ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต และเหรียญที่จัดสร้างขึ้นนี้ไม่ใช่เครื่องรางของขลัง  แต่เป็นสิ่งเพิ่มกำลังใจในการต่อสู้กับชีวิต  เป็นประทีปส่องทาง"

               ใครที่ได้อ่านเรื่องพระมหาชนกต่างพูดตรงกันว่า  พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถทางด้านวรรณกรรมยิ่งนักทรงใช้ภาษาที่กระชับ  สละสลวยอ่านง่าย  แสดงให้เห็นชัดแจนว่าพระองค์ท่านทรงได้ศึกษาเรื่องที่จะเขียนและทรงมีความรู้อย่างลึกซึ้ง

               พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์นี้  เป็นวรรณคดีพระพุทธศาสนาเรื่องหนึ่งในทศชาติชาดก ซึ่งเป็นชาดก  10  ชาติสุดท้าย  ก่อนที่พระโพธิสัตว์จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ  และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ชาดกเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการบำเพ็ญบารมีของพระมหาชนก วิริยะบารมี" ซึ่งเต็มไปด้วยความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด

               บทแรกขึ้นต้นว่า  ในอดีตกาลอันพ้นคณนาวิสัย  ครั้งหนึ่งพระราชาพระนามว่า  มหาชนก ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงมิถิลา  แคว้นวิเทหะ  พระเจ้ามหาชนกนั้น  มีพระราชโอรสสองพระองค์ พระนามว่าอริฏฐชนก  และโปลชนก  พระราชาพระราชทานตำแหน่งอุปราชแก่องค์พี่  และตำแหน่งเสนาบดีแก่องค์น้อง  กาลต่อมาพระมหาชนกเสด็จสวรรคต  พระอริฏฐชนกได้ครองราชสมบัติ และทรงรั้งพระโปลชนกเป็นอุปราช

               วันหนึ่งอมาตย์ผู้ใกล้ชิดกราบทูลใส่ร้ายว่า  พระอุปราชโปลชนกคิดไม่ซื่อ พระอริฏฐชนกหลงเชื่อ  สั่งจองจำพระโปลชนกแต่พระโปลชนกตั้งจิตอธิษฐานและหลบหนีไปได้ ภายหลังได้รวบรวมพลท้ารบและเอาชนะได้ในที่สุด    พระอริฏฐชนกสิ้นพระชนม์ในที่รบ พระเทวีที่กำลังทรงครรภ์จึงปลอมตัวหนีออกนอกเมือง  ด้วยความช่วยเหลือของท้าวสักกเทวราช จึงเสด็จหนีไปจนถึงเมืองกาลจัมปากะ  ได้พราหมณ์  ผู้หนึ่งอุปการะไว้ในฐานะน้องสาว

               ต่อมาทรงมีประสูติกาล  ตั้งพระนามพระโอรสตามพระอัยยิกาว่า  "พระมหาชนก" จบจนกระทั่งพระมหาชนกเติบใหญ่  และได้ทราบความจริงก็คิดจะไปค้าขายแล้วจะไปเอาราชสมบัติคืน จึงนำสมบัติกึ่งหนึ่งของพระมารดาไปขาย  แลกเป็นสินค้าออกเรือไปยังสุวรรณภูมิ

               ระหว่างทางในมหาสมุทรเรือต้องพายุล่มลง  ลูกเรือตายหมดเหลือแต่พระมหาชนก รอดผู้เดียว  ทรงอดทนว่ายน้ำในมหาสมุทรด้วยความเพียร  7  วัน  7  คืน  จนได้พบนางมณีเมขลา และสนทนาธรรมในเรื่องของความเพียรในที่สุดนางมณีเมขลาได้อุ้มพระมหาชนกไปส่งยังมิถิลานคร

               เนื้อเรื่องหลังจากนี้น่าติดตามมาก  ดังที่พระองค์รับสั่งว่า  "ตัวหนังสือบางอย่างหรือคำบางอย่างได้ดัดแปลงให้ตรงกับความคิดสมัยใหม่นี้บ้าง  ที่อาจไม่เป็นประโยชน์แก่คนปัจจุบันก็ได้ละเว้น  และได้ตกแต่งส่วนใหม่ที่เป็นประโยชน์แก่สังคมปัจจุบัน


วิธีสังเกตุเหรียญ
ด้านหน้า
     1.ยอดฉัตรจะดูเอียงเล็กน้อย มาทางด้านซ้ายนิดๆ
     2.ตัวอักษร ภปร และ ข้อความด้านล่าง จะออกเงา สวย
     3.ก้านแว่นจะไม่ตรงโค้งๆ นิดๆ และจะคมชัดตั้งแต่พระเนตรจนถึงพระกันต์
     4.ผิวพื้นเหรียญจะเป็นแบบเม็ดทรายละเอียด
     5.ถ้านับเส้นคันตรงหนังสือจะนับได้ 4







ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com

พระพุทธนวราชบพิตร พระพิมพ์จิตรลดา โครงการหลวง ปี 2539

พระพุทธนวราชบพิตร พระพิมพ์จิตรลดา โครงการหลวง ปี 2539

 





เนื้อทองคำ น.น. 18.0 กรัม

เนื้อเงิน น.น. 9.8 กรัม

เนื้อนวะ น.น. 9.0 กรัม

ด้วย ในปี พ.ศ.2539 ซึ่งเป็นมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี คณะกรรมการมีความเห็นที่จะจัดสร้างวัตถุมงคลขึ้นเป็นที่ระลึกเพื่อให้พสกนิกรได้สักการบูชาแสดงความจงรักภักดีน้อมเกล้าฯ ในวโรกาสมหามงคลดังกล่าว และหากจะพึงมีรายรับก็จะนำทูลเกล้าฯ ถวายสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวง คณะกรรมการได้กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง ดังนี้  พระพุทธรูปบูชา ขนาดหน้าตัก 12 นิ้ว,พระกริ่งพิมพ์จิตรลดา, พระพิมพ์จิตรลดา เป็นพระพิมพ์นูนบนพื้นสามเหลี่ยม,และพระพิมพ์จิตรลดาเนื้อผง การจัดสร้างพระพุทธนวราชบพิตร พระพิมพ์จิตรลดาดังกล่าวนี้ สืบเนื่องจากคณะกรรมการได้พิจารณาเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระพุทธนวราชบพิตรและพระราชทานเพื่อ ประดิษฐาน ณ จังหวัดต่างๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 ที่ฐานบัวหงายของพระพุทธนวราชบพิตร ได้ทรงบรรจุพระพุทธรูปพิมพ์ซึ่งทรงสร้างด้วยพระหัตถ์จากผงศักดิ์สิทธิ์นานา ชนิด ทั้งในพระองค์และจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในจังหวัดต่างๆ ดังปรากฏรายละเอียดการจัดสร้างพระพุทธนวราชบพิตรที่พระราชทานเป็นพระประจำ จังหวัด ดังนี้

พระพุทธนวราชบพิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 23 ซม. สูง40 ซม. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้สร้างขึ้น เพื่อประดิษฐานไว้ ณ จังหวัดต่างๆ ทุกจังหวัดทั่วพระราชอาณาเขต เมื่อ พ.ศ.2509โดยได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ ข้าราชการกองหัตถศิลป กรมศิลปากร เข้ามาปั้นหุ่นพระพุทธปฏิมานี้ในพระราชฐาน ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และได้ทรงตรวจพระพุทธลักษณะของพระปฏิมานั้นจนเป็นที่พอพระราชหฤทัยแล้ว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้นายช่างเททองหล่อพระพุทธรูปนั้นขึ้น เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2509 และได้โปรดเกล้าฯให้ขนานนามพระพุทธรูปนั้นว่า “พระพุทธนวราชบพิตร”

พระพุทธนวราชบพิตรนั้น นอกจากจะเป็นนิมิตหมายแห่งคุณพระรัตนตรัย อันเป็นที่เคารพบูชาสูงสุดแห่งพุทธศาสนิกชนทั่วไปแล้ว  ยังเป็นนิมิตหมายแห่งความผูกพันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ระหว่างองค์พระมหากษัตราธิราชกับบรรดาพสกนิกรของพระองค์ในทุกจังหวัดทั่วพระ ราชอาณาจักร และพระพุทธรูปพิมพ์ซึ่งได้บรรจุไว้ที่ฐานบัวหงายนั้น ก็ประกอบด้วยวัตถุศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อันศาสนิกชนทั่วพระราชอาณาจักรได้ปฏิบัติบูชาสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน พระพุทธนวราชบพิตร จึงเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่งองค์หนึ่งในรัชกาลปัจจุบัน

พระพุทธรูปพิมพ์ที่ทรงสร้างนี้ นอกจากที่ทรงประดิษฐานไว้ที่ฐานบัวของพระพุทธนวราชบพิตรแล้ว ยังทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯพระราชทานแก่ข้าราชบริพารและพสกนิกรบางคนนำไปบูชาด้วย แต่จำนวนไม่มากนัก และได้เรียกขานนามพระกันเป็นสามัญ จนเป็นที่รู้จักว่า “พระสมเด็จจิตรลดา”

คณะ กรรมการได้เห็นความสำคัญของพระพุทธนวราชบพิตรและพระสมเด็จจิตรลดาดังกล่าว ซึ่งมีความสำคัญและหาได้ยากยิ่ง จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อจัดสร้างพระพุทธนวราชบพิตร พระพิมพ์จิตรลดา ในโอกาสเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสสักการบูชา เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จึงเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ (นามพระพิมพ์จิตรลดา เพื่อให้แตกต่างจากพระสมเด็จจิตรลดา) จึงได้เกิด “โครงการสร้างพระพุทธนวราชบพิตร พระพิมพ์จิตรลดา ในพระบรมราชินูปถัมภ์” ขึ้น

โครงการ นี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับโครงการไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ คณะกรรมการนั้นมีมูลนิธิโครงการหลวง มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นที่ปรึกษา หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการ  พล.อ.ต.กำธน สินธวานนท์ เป็นรองประธานกรรมการอำนวยการ และคุณวัลลภ เจียรวนนท์ เป็นประธานกรรมการดำเนินงาน

การจัดสร้างนั้น แบ่งเป็นพระเนื้อโลหะส่วนหนึ่ง และพระเนื้อผงอีกส่วนหนึ่งคณะกรรมการได้ดำเนินการ ดังนี้ ด้วยการจัดสร้างพระพุทธนวราชบพิตร พระพิมพ์จิตรลดาในครั้งนี้ มีทั้งพระเนื้อโลหะและพระเนื้อผง พระเนื้อโลหะมีหลายรายการ แต่สร้างจำนวนไม่มาก แต่พระเนื้อผงรายการเดียวนั้นจัดสร้าง 1 ล้านองค์  ดังนั้น การจัดเตรียมเนื้อพระจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่คณะกรรมการได้เตรียมการล่วงหน้า ไว้เป็นเวลานาน

คณะกรรมการได้จัดสร้างพระทั้งหมดตามโครงการนี้ ดังนี้

1. พระพุทธนวราชบพิตร พระบูชาเนื้อนวโลหะ ขนาดหน้าตัก 12 นิ้ว จำนวน 3องค์ เพื่อทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เมื่อทูลเกล้าฯถวายแล้ว ได้พระราชทานมูลนิธิโครงการหลวง 1 องค์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ 1 องค์)

2. พระ กริ่งพิมพ์จิตรลดา ชุดพิเศษ เป็นองค์พระพุทธนวราชบพิตรลอยองค์ ฐานบัวสองชั้น ขนาดหน้าตัก 2.2 ซม. สูง 4.6 ซม. ด้านหลังมีตรากาญจนาภิเษก จัดสร้างเฉพาะผู้สั่งจอง จำนวน 108 ชุด 1 ชุด มีพระกริ่งเนื้อทองคำหนักประมาณ 51 กรัม 1 องค์  เนื้อเงิน  1 องค์ เนื้อนาก 1 องค์ เนื้อสัมฤทธิ์ 1องค์ เนื้อนวโลหะ 1 องค์ พระพิมพ์จิตรลดา ขนาดใหญ่ เนื้อทองคำ 1 องค์ เนื้อเงิน 1 องค์ เนื้อนวโลหะ 1 องค์ พระพิมพ์จิตรลดา ขนาดเล็ก เนื้อทองคำ 1องค์ เนื้อเงิน 1 องค์ เนื้อนวโลหะ 1 องค์ และพระพิมพ์จิตรลดา เนื้อผง 1 องค์ รวม 12 องค์ บรรจุรวมในกล่องไม้สวยงาม

3. พระ พิมพ์จิตรลดา ขนาดใหญ่ เป็นพระพิมพ์รูปองค์พระพุทธนวราชบพิตรนูนต่ำบนพื้นสามเหลี่ยม สูง 3.2 ซม. ด้านหลังเป็นตรากาญจนาภิเษก มีอักษรว่า โครงการหลวง สร้างเป็นเนื้อทองคำ เงิน และนวโลหะ 2,539 ชุด เฉพาะเนื้อเงิน 40,000 องค์ เฉพาะเนื้อนวโลหะ 40,000 องค์  พระพิมพ์จิตรลดาขนาดเล็ก เหมือนขนาดใหญ่แต่ย่อมกว่า คือสูงเพียง 2.3 ซม. จัดสร้างเนื้อทองคำ เงิน นวโลหะ ชุดละ 3 องค์ รวม 5,000 ชุด เฉพาะเนื้อเงิน 60,000 องค์ เนื้อนวโลหะ 60,000 องค์

4. พระ พิมพ์จิตรลดา เนื้อผงลักษณะและขนาดเหมือนพระพิมพ์จิตรลดาขนาดใหญ่ มีรายละเอียดเหมือนกัน เพียงแต่เป็นเนื้อผงพุทธคุณ จัดสร้างจำนวน1,000,000 องค์

นอก จากจำนวนที่สร้างตามกำหนดดังกล่าวแล้ว ยังได้จัดสร้างอีกส่วนหนึ่งคือ พระกริ่งจิตรลดาชุดพิเศษ (ชุดละ 12 องค์ ตามข้อ 2) จำนวน 6 ชุด และพระเนื้อผงจำนวน 50,000 องค์ เพื่อทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กับมีพระกริ่งเจริญโภคทรัพย์1 องค์ พระพิมพ์จิตรลดา เนื้อผง 1 องค์  รวมเป็นชุด ทั้งหมด 1,999 ชุด สำหรับกรรมการและคณะทำงานดังที่ได้เล่าเมื่อครั้งก่อนแล้ว

สำหรับ พิธีพุทธาภิเษกดังได้ให้รายละเอียดไว้ใน ลานโพธิ์ ฉบับที่ 960 ตอนพระกริ่งเจริญโภคทรัพย์ คือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานประกอบพิธีพุทธาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2538 สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เป็นประธานจุดเทียนชัย และ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ วัดชนะสงคราม ดับเทียนชัย มีพระคณาจารย์นั่งปรกปลุกเสก รวม 36 รูป

พระ กริ่งจิตรลดาหรือพระพุทธนวราชบพิตร พิมพ์จิตรลดาชุดพิเศษ จำนวน108 ชุด นั้นมีผู้จองครบตามจำนวนที่สร้างนั้น และเมื่อหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ประธานคณะกรรมการอำนวยการทรงนำคณะกรรมการเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯถวายพระชุดพิเศษ 1 ชุด และพระเนื้อผง 50,000 องค์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกับทูลเกล้าฯ ถวายเงินสมทบทุนมูลนิธิโครงการหลวง จำนวน 277,035,026.19 บาท ผู้สั่งจองพระชุดพิเศษทั้งหมดได้เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเรียบร้อย เมื่อวันอังคารที่23 เมษายน 2539 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  พระพิมพ์จิตรลดา เนื้อโลหะ และเนื้อผง น่าจะยังพอหาได้บ้าง ส่วนพระกริ่งเจริญโภคทรัพย์ มีผู้ทำบุญไปหมดแล้ว.




ข้อมูลจากหนังสือ ลานโพธิ์ 961-962 เดือนตุลาคม 2549
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.thaigoldcoin.com

เหรียญทรงผนวช โมเน่ ปี 2551 ชุดเนื้อทองคำ เงิน ทองแดง เนื้อทองคำบริสุทธิ์ 99.99%

เหรียญทรงผนวช โมเน่ ปี 2551ชุดเนื้อทองคำเงิน, ทองแดง เนื้อทองคำบริสุทธิ์ 99.99% สภาพสวยไม่ได้ผ่านการใช้งาน ผลิตจากโรงงานกษาปณ์ โมเน่ ประเทศฝรั่งเศส มาพร้อมกล่องเดิมๆ หมายเลข 611ตรงกันทั้ง 3เหรียญ เรียกเหรียญทรงผนวช ปี 2551เป็นรุ่นที่ระลึกสมโภชพระเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหาร





มีการผลิตเพียงแต่ 2551ชุดเท่านั้นเหรียญเนื้อทองคำทำจาก เนื้อทองคำบริสุทธิ์ 99.99% น้ำหนัก 16.6กรัม

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีสมโภชพระเจดีย์ วัดบวรนิเวศวิหาร และทรงยกฉัตรพระประธาน ประจำพระอุโบสถคณะรังษี วันจันทร์ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑

เวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร พระพรหมมุนี ผู้แทนสมเด็จพระสังฆราช คณะกรรมการโครงการบูรณปฏิสังขรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ในพระบรมราชูปถัมภ์ เฝ้าฯ รับเสด็จ โอกาสนี้จะทรงพระสุหร่าย เหรียญทรงผนวช ที่ระลึกสมโภชพระเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหาร ถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๑-๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ซึ่งทางวัดจะประกอบพิธีพุทธาภิเษก และมังคลาภิเษก ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ในวันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๑ เวลา ๑๓.๓๐ น.

เหรียญทรงผนวช รุ่นนี้ ส่วนหนึ่งผลิตโดย สำนักกษาปณ์ โมเน่ เดอร์ ปารีส ประเทศฝรั่งเศส และอีกส่วนหนึ่งผลิตโดย สำนักกษาปณ์ กรมธนารักษ์ ประเทศไทย เปิดรับจองบูชา วันอังคารที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นไป รับเหรียญได้ตั้งแต่วันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๑ ติดต่อได้ที่ สำนักงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดบวรฯ (ข้างพระอุโบสถ) โทร.๐-๒๒๘๒-๒๔๔๗, ๐-๒๒๘๑-๙๕๕๕, ๐๘-๔๙๔๐-๐๙๗๑, ๐๘-๑๒๕๖-๓๕๑๐, ๐๘-๔๙๔๐-๐๙๗๒ หรือที่ธนาคารกรุงไทย เฉพาะสาขาใน กทม.และปริมณฑล ธนาคารกสิกรไทย ทุกสาขา ห้างเซ็นทรัล ทุกสาขา โทร.๐-๒๑๐๐-๙๗๙๗ ต่อ ๙๗๙๔

เหรียญทรงผนวช ๒๕๕๑ ผลิตโดย 'สำนักกษาปณ์ โมเน่ เดอร์ ปารีส' ประเทศฝรั่งเศส โดยที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร โปรดมีพระบัญชาให้คณะกรรมการวัดบวรนิเวศวิหาร สำรวจสภาพพระตำหนัก อาคารโบราณสถาน ทั้งเขตพุทธาวาส และเขตสังฆาวาส เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์ สิ่งที่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า สมเด็จพระบูรพาจารย์ พระบูรพาจารย์ ได้ทรงจัดสร้างไว้ดีแล้ว ให้คงดีสืบไป เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เป็นพระกุศลแด่ สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้า สมเด็จพระบูรพาจารย์ พระบูรพาจารย์

วัดบวรนิเวศวิหาร ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ พระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง เหรียญทรงผนวช ๒ ครั้ง ใน ๓ วาระ คือ

ครั้งที่ ๑ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๘ โดยมีข้อความจารึกบนเหรียญรุ่นนี้ว่า “เสด็จฯ สมโภชพระเจดีย์ทองบวรนิเวศ ๒๙ สิงห์ ๒๕๐๘ ในมงคลสมัยพระชนมายุเสมอสมเด็จพระราชบิดา”

ครั้งที่ ๒ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยมีข้อความจารึกบนเหรียญว่า “บูรณะพระเจดีย์ วัดบวรนิเวศวิหาร ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐”

ครั้งที่ ๓ โดยมีข้อความจารึกบนเหรียญว่า “สมโภชพระเจดีย์ วัดบวรนิเวศวิหาร เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๑-๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๑”

ในการจัดสร้าง เหรียญทรงผนวช ที่ระลึกสมโภชพระเจดีย์ครั้งนี้ ถือเป็นวาระที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น จึงตระหนักถึงคุณค่า วาระ และโอกาสที่ได้รับพระบรมราชานุญาต เพื่อให้เป็นเกียรติประวัติอันสูงสุด คณะกรรมการจัดสร้างเหรียญทรงผนวช ได้มีความเห็นว่า ควรให้ สำนักกษาปณ์ โมเน่ เดอร์ ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นสถาบันที่มีฝีมือ และชื่อเสียงสูงสุด เป็นผู้ปั้นแบบ และผลิตเป็นกรณีพิเศษ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://thaigoldcoin.com